เปิดตัวชายทำความสะอาด ดูแลเช็ด’กะโหลกฟอลคอน’

เปิดตัว “ลุงเล็ก” ผู้เคยทำความสะอาด “กะโหลกฟอลคอน” หลังโดนทรมาน 15 วันก่อนถูกตัดหัว เผยข้อมูล “ฟอลคอน-พระปีย์” ศพฝังใกล้กัน

ตัวละครสำคัญใน “บุพเพสันนิวาส” ที่กำลังถูกพูดถึงคืนนี้ คงไม่พ้น “บิ๊ก ศรุต” ที่หลายๆ ซีนปะทะคารม “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” จนคนดูแทบจะไม่กระพริบตา แถมฉากสำคัญช่วงที่ “พระเพทราชา” ยึดอำนาจและสำเร็จโทษ มอบความตายให้กับ “เจ้าพระยาวิชเยนทร์” หรือ “ฟอลคอน” และ “พระปีย์” ก็เข้มข้นยิ่งนัก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เกร็ดความรู้จากละครดัง ผ่านเฟซบุ๊ก “Dulyapak Preecharush” ว่า มีข้อมูลล่าสุด ซึ่งเกี่ยวกับโครงกระดูกของ “ฟอลคอน” และ “พระปีย์” หลังมีกระแสเผยแพร่อ้างว่า กรมศิลปากรเคยขุดพบโครงกระดูกมนุษย์หัวขาดเมื่อปี พ.ศ.2557 คาดว่าเป็นของพระปีย์ และเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ตนและคณะผู้ติดตามรีบรุดไปดูซากโครงกระดูกมนุษย์ที่วัดสันเปาโล ต.ทะเลชุบศร จ.ลพบุรี แต่เมื่อไปถึงเดินวนหาอยู่หลายรอบ ก็ไม่พบหลุมโครงกระดูกที่กำลังเป็นข่าว

กระทั่งจังหวะเหมาะได้พบกับ “ลุงเล็ก” ชายมีอายุมาดดีคนหนึ่ง ที่บอกว่าเป็นคนช่วยกรมศิลปากรดูแลเขตโบราณสถานวัดสันเปาโล และเคยเป็นผู้ทำความสะอาดกะโหลกศีรษะของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ลุงเล็กแจ้งให้ฟังว่า ปัจจุบันหลุมโครงกระดูกของฟอลคอนกับพระปีย์ ซึ่งอยู่ริมถนนตรงข้ามวัดสันเปาโล ถูกดินฝังกลบเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากอยู่ในช่วงเจรจาซื้อขายที่ดินระหว่างเอกชนกับกรมศิลปากร ซึ่งหากสำเร็จจะมีการขุดโครงกระดูกและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ดังนั้นหากใครที่ตามข่าวแล้วอยากไปดู คงต้องรอกันไปอีกระยะ

“ลุงเล็ก” ใช้ภาพวาดสีน้ำมันของหอดูดาวเมืองละโว้ (วัดสันเปาโล/เซนต์ปอล) ที่บาทหลวงปูโซ จากคณะเยซูอิต มอบให้หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศสเมื่อปีพ.ศ.2305 เป็นหลักฐานอธิบาย ชี้ไปที่ตัวอาคารรูปร่าง “กากบาท” หรือ “ไม้กางเขน” เชื่อกันว่าน่าจะเป็นโบสถ์คริสเตียน ที่ฝังศพของพระปีย์กับฟอลคอน โครงกระดูกทั้งคู่อยู่ในสภาพไม่มีศีรษะ ซึ่งที่มีรูปร่างใหญ่และสูงกว่า น่าจะเป็นของฟอลคอน ส่วนที่เล็กและเตี้ยกว่าน่าจะเป็นพระปีย์ แต่ลุงเล็กอธิบายต่อว่า จริงๆ แล้ว เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ไม่ใช่คนสูงใหญ่ดังที่บางคนเข้าใจ ส่วนกะโหลกศีรษะ ลุงเล็กให้ข้อคิดเห็นว่า แม้ร่างฟอลคอนถูกฝังอยู่ไม่ไกลจากพระศพของพระปีย์ แต่ศีรษะฟอลคอนถูกตัดไปเสียบประจานไว้ ในระยะที่ห่างออกมา ฉะนั้นจึงพบกะโหลกศีรษะ ในตำแหน่งที่ห่างออกจากโครงกระดูกหลัก และอยู่ในชั้นดินที่ตื้นกว่านั่นเอง

แม้ข้อสันนิษฐานเรื่องศพของฟอลคอนกับพระปีย์ ตามคำบอกเล่าของลุงเล็ก จะต้องมีการตีความสืบหาพยานหลักฐานค้นคว้าเพิ่มเติมอีก แต่ก็ถือเป็นข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ และควรแก่การอภิปรายมิใช่น้อย เช่น หากดูที่บ้านเกิดของฟอลคอน เป็นชาวกรีก ผสมเวนิซจากเซฟาโลเนีย ทางแถบทะเลไอโอเนีย คนพื้นเมืองมักมีรูปร่างไม่สูงใหญ่ หรือหนีห่างจากคนแถบเอเชียนัก สอดคล้องกับคำบอกเล่าของลุงเล็กว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เป็นฝรั่งร่างเล็ก ไม่ได้สูงใหญ่ ส่วนหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับมรณกรรมของเจ้าพระยาวิชเยนทร์และพระปีย์ แม้จะมีการให้ข้อมูลแตกต่างกันบ้าง เช่น การตัดหัวแร่เนื้อผ่าศพแยกร่างฟอลคอน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ค่อนข้างสอดคล้องตรงกัน นั่นคือ “ฟอลคอนได้ถูกทรมานก่อนตาย” พร้อมเป็นจังหวะการตายที่ไล่เลี่ยสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการฆาตกรรมพระปีย์

นพ.แกมเฟอร์ ชาวเยอรมัน ที่เข้ามาในสยามราวพ.ศ.2233 หลังจากพระยาวิชเยนทร์เสียชีวิตได้ 2 ปี บันทึกไว้ว่า พระยาวิชเยนทร์ถูกจับในวันเดียวกับพระปีย์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2231 จากนั้นพระเพทราชาได้ตัดศีรษะพระปีย์ก่อน แล้วโยนลงแทบเท้าพระยาวิชเยนทร์ ขณะกำลังถูกตรึงโซ่ตรวน พร้อมกล่าวเย้ยหยันว่า “นั่นแหละ พระเจ้าอยู่หัวของเจ้า” ต่อมาพระยาวิชเยนทร์ถูกทรมานและอดอาหาร 15 วัน จึงถูกนำไปประหาร

ขณะที่ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 81 จดหมายเหตุเรื่อง “การจลาจลเมื่อปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ซึ่งต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส ต่อมาแปลเป็นอังกฤษ จากนั้น “หลวงจินดาสหกิจ” หรือ “ละม้าย ธนะศิริ” นำมาแปลเป็นภาษาไทย และตีพิมพ์ในปีพ.ศ. 2510 พูดถึงรัฐประหารของพระเพทราชา โดยความตอนหนึ่งกล่าวว่า

“…ออกพระเพทราชาก็ให้เบิกตัวมองซิเออร์ คอนสตันซ์ ออกมาหา และกล่าวบริภาษว่า มองซิเออร์ คอนสตันซ์ เป็นผู้คิดทรยศกบฏต่อพระมหากษัตริย์และรัฐบาลสยาม แล้วก็สั่งให้ทำทารุณกรรมด้วยประการต่างๆ แต่เมื่อได้เพียรทรมานอยู่หลายชั่วนาฬิกาแล้ว จึงให้นำตัวพระราชบุตรบุญธรรม (พระปีย์) ออกมาตัดพระเศียร แล้วก็เอาเชือกร้อยพระเศียรผูกห้อยคอมองซิเออร์ คอนสตันซ์ไว้ ราวกับผูกผ้าพันคอแบบยุโรป มองซิเออร์ คอนสตันซ์ ต้องถูกทรมานอย่างแสนสาหัส จนวันที่ 4 มิ.ย. จึงถึงแก่ความตายด้วยความทุกข์ทรมานนั้น”

ผศ.ดุลยภาค กล่าวว่า แม้จะไม่สามารถชี้ชัดได้เต็มปากว่า โครงกระดูกมนุษย์ที่ถูกค้นพบเป็นของพระปีย์กับฟอลคอน แต่เทียบเวลาการเสียชีวิต ความผูกพันทางการเมือง รวมถึงอาณาบริเวณการประหารและฝังศพ ที่อยู่ในเขตรัศมีต.ทะเลชุบศร อันประกอบด้วยชุมชนคริสเตียนวัดสันเปาโล พระที่นั่งเย็น (ตำหนักหนึ่งของพระนารายณ์และเป็นจุดปะทะคุมเชิง ระหว่างทหารรักษาพระองค์ต่างชาติกับทหารพระเพทราชา) และวัดซาก (เขตประหารนักโทษการเมืองที่ขึ้นชื่อ จะทิ้งศพไว้โดยไม่มีการประกอบพิธี และมีบางหลักฐานระบุว่า เป็นที่ประหารของฟอลคอน)

“ผมคิดว่าก็อาจสรุปได้ว่า ทั้งพระปีย์และฟอลคอน สิ้นลมทรมานในเขตทะเลชุบศรแน่นอน และเป็นไปได้ที่ศพ ซึ่งทั้งคู่ถือศาสนาเดียวกัน จะถูกฝังไว้ หรือแม้แต่เสียบประจานไว้ที่ชุมชนสันเปาโล หากแต่ข้อสันนิษฐานนี้น้ำหนักมากน้อยขนาดไหน ต้องปล่อยให้มีการวินิจฉัยสอบสวนหลักฐานกันต่อ ฉะนั้นช่วงนี้หากใครอยากสอบถามเรื่องโครงกระดูกของพระปีย์กับฟอลคอน ก็คงต้องขึ้นมาหาลุงเล็กที่วัดสันเปาโล แล้วพยายามสืบค้นหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเพิ่มเติม เพื่อช่วยวินิจฉัยต่อยอดองค์ความรู้สืบไปในภายหน้า” อ.คณะศิลปศาสตร์ กล่าว

Comments are closed.